ข่าวด่วนเมืองคอน » สาวป่วยมะเร็งเต้านมคิดสั้นอยากฆ่าตัวตายประชดความอยุติธรรม-หลังพายุปาบึกพัดถล่มบ้านพังทั้งหลังไร้การเหลียวแล

สาวป่วยมะเร็งเต้านมคิดสั้นอยากฆ่าตัวตายประชดความอยุติธรรม-หลังพายุปาบึกพัดถล่มบ้านพังทั้งหลังไร้การเหลียวแล

22 กุมภาพันธ์ 2019
455   0

สาวป่วยมะเร็งเต้านมคิดสั้นอยากฆ่าตัวตายประชดความอยุติธรรม-หลังพายุปาบึกพัดถล่มบ้านพังทั้งหลังไร้การเหลียวแล


สาวป่วยมะเร็งเต้านมคิดสั้นอยากฆ่าตัวตายประชดความอยุติธรรม-หลังโดนพายุปาบึกพัดถล่มบ้านพังทั้งหลัง-แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลช่วยเหลือแม้แต่น้อย-ร้องสื่อ ฯแฉผู้บริหารเทศบาล ฯกลั่นแกล้งเพราะบุตรสาวเป็นเยาวชนจิตอาสาฝั่งการเมืองฝ่ายตรงข้าม
( 22 ก.พ.) ศูนย์ข่าวนคร 24 =ม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งว่ามีบ้านหลังหนึ่งในซอยข้างปั้มน้ำมัน ปตท.หัวถนน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งถูกต้นไม้ใหญ่หักโค่นล้มทับพังเสียหายทั้งหลังจากฤทธิ์พายุโซนร้อนปาบึก เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2562ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ จากหน่วยงานภาครัฐทั้ง ๆ ที่มีการสำรวจไปเรียบร้อยแล้ว และบ้านที่พังเสียหายบางส่วนอีก 2 หลังซึ่งอยู่ติดกันอีก 2 หลังเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจพร้อมกันและดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้เจ้าของบ้านซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมีอาหารเครียดอย่างหนักคิดฆ่าตัวตายประชดชีวิต
หลังรับแจ้งคณะผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบพบว่าเป็นบ้านเลขที่ 16/33 ซ.ข้างปั๋มปตท. หัวถนน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยพบนางอมรรัตน์ แซ่ภู่ อายุ 48 ปีเจ้าของบ้านซึ่งป่วยเป็นมะเร็วเต้านมพร้อม น.ส.อรอุมา จันทร์ทัณฑ์ อายุ 22 ปี บุตรสาวอยู่ในบ้าน โดยสภาพบ้านยังพังเสียหายยับเยินทั้งหลังเพราะโดนต้นไม้ใหญ่หักโค่นล้มทับ จนคนในบ้านต้องหามุม ๆ หนึ่งในบ้านและใช้สังกะสีเก่า ๆ มุงกันแดดกันฝนอยู่อาศัยอย่างอยากลำบาก ในขณะที่ตัวนางอมรรัตน์ เจ้าของบ้านอยู่ในอาการเครียดหนักอย่างเห็นได้ชัด
นางอมรรัตน์ แซ่ภู่ เจ้าของบ้าน เปิดเปิดเผยว่าหลังเกิดเหตุได้มีเจ้าหน้าที่จากทางเทศบาลเข้ามาตรวจสอบในพื้นที่โดยพบว่าบ้านของตนพังเสียหายทั้งหลัง และบ้านเพื่อนบานอีก 2 หลังซึ่งอยู่ติด ๆ กันพังเสียหายบางส่วน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาปรับปรุงซ่อมแซมบ้านที่พังเสียหายบางส่วนจนแล้วเสร็จนานแล้ว ส่วนบ้านของตนไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ตนเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ที่มาซ่อมแซมบ้านของเพื่อนบ้านเขายืนยันว่าทางเทศบาล ฯสั่งให้ซ่อมแปซมบ้านในซอยนี้แค่ 2 หลังเท่านั้น ตนจึงเดินทางไปประสานงานติดต่อกับฝ่ายสวัสดิการของเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ก็พูดจาบ่ายเบี่ยงต่าง ๆ นา ๆ และชี้แจงบ้านที่พังทั้งหลังจะได้รับแค่กระเบื้องเพื่อซ่อมแซมหลังคา 30 แผ่นเท่านั้น จนเวลาล่วงเลยมาจนใกล้ถึงเวลาที่ทางราชการกำหนดว่าการสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 28 ก.พ. 2562 แต่ทุกอย่างกลีบเงียบหายไม่มีการเข้ามาซ่อมแซมหรือก่อสร้างบ้านให้ตนแต่อย่างใด
“เรื่องนี้ตนเครียดมากพยายามติดต่อสอบถามกับทางเทศบาล ฯมาโดยตลอดแต่เจ้าหน้าที่ก็บ่ายเบี่ยงไม่สนใจใยดีและยังพูดจาดูถูกเหยียดหยามครอบครัวตนอีกด้วย หลังเกิดเหตุครอบครัวตนไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้ผู้ใจบุญท่านหนึ่งจึงให้ไปเช้าบ้านอยู่อาศัยโดยเขาจ่ายค่าเช่าบ้านให้เดือนละ 2,500 บาท ตนเครียดมากไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใคร ถึงกับคิดสั้นอยากฆ่าตัวตายเพื่อประชดความอยุติธรรมในสังคมนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย อย่างไรก็ตามในบ้านที่พังเสียหายยังมีข้าวของอยู่จำนวนมาก คนในครอบครัวอย่างน้อย 1 คนจะมานอนเฝ้าทุกคืน โดยตอนกลางวันจะก็จะมาเฝ้าซากบ้านด้วยความหวังที่จะเห็นเจ้าหน้าที่เมาดำเนินการสร้างบ้านให้แต่ทุกอย่างเงียบหาย”
น.ส. อรอุมา จันทร์พันธ์ อายุ 22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช บุตรสาวของนางอมรรัตน์ กล่าวว่า ครอบครัวตนอาศัยอยู่ 5 ชีวิต ประกอบด้วยนายอำนวย จันทร์พันธ์ นางอมรรัตน์ แซ่ภู่ พ่อและแม่ พร้อมด้วยพี่ชาย หลานสาวและตน ซึ่งมีฐานะค่อนข้างยากจนรายได้ที่เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวมาจากพ่อที่ทำงานรับจ้างก่อสร้าง และตนที่จะใช้เวลาว่างเสาร์-อาทิตย์ ออกขายผลไม้ในตลาดท่าเรียน ส่วนพี่ชายมีอาชีพรับจางเลี้ยงวัวชนมีรายได้พอเลี้ยงตัวเองไปวัน ๆ โดยหลังเกิดเหตุพายุโซนร้อนปาบึกพัดถล่มทำให้ต้นไม้หักโค่นล้มทับบ้านตนพังเสียหายทั้งหลัง เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาตรวจสอบตามขั้นตอนแต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเข้ามาดำเนินการซ่อมแซมหรือก่อสร้างบ้านให้กับครอบครัวของตน ในขณะที่บ้านของเพื่อบ้านอีก หลังที่พังเสียหายบางส่วนดำเนินการซ่อมแซมเรียบร้อยนานแล้ว ตนพยายามติดตามเรื่องนี้กับทางเทศบาลอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ได้รีกานบ่ายเบี่ยงมาตลอดและไม่มีใครเข้ามาดูดำดูดีครอบครัวของตนเลย แม้แต่ ส.ท.ในพื้นที่ก็ไม่เคยเข้ามาดูแลสอบถามแม้แต่น้อย
“ตนเชื่อว่าทางเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ตั้งใจที่จะกลั่นแกล้งตนและครอบครัวอย่างแน่นอน เพราะตนเป็นเยาวนจิตอาสากลุ่ม ดร.โจยูธคลับ ซึ่งผู้บริหารเทศบาลนคร นครศรีธรรมราชมองว่า ดร.โจ้ หรือ ดร.กณพ เกตุชาติ บุตรชายของนายสมนึก เกตุชาติ อดีตนายกเทศมนตรีนคร นครศรีธรรมราช ยาวนานกว่า 30 ปี โดย ดร.โจ เป็นผู้ที่เคยลงสมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีในครั้งที่แล้วแต่แพ้เลือกตั้ง เขาจึงมองว่าตนเป็นกลุ่มเยาวชนจิตอาสาที่อยู่กับกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม จึงกลั่นแกล้งไม่ยอมช่วยเหลือทั้งๆ ที่เป็นระเบียบของทางราชการแนวโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุโซฯร้อยปาบึก แต่เขาทำแบบนี้เหมือนเป็นการจับประชาชนผู้เสียภาษีเป็นตัวประกัน เอาความเดือดร้อนของประชาชนไปเป็นข้อต่อรองทางการเมือง”
ล่าสุดตนได้เข้าไปสอบถามความคืบหน้าในเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการสังคมเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ทางเจ้าหน้าที่ก็บ่ายเบี่ยงและตอบว่าบ้านพังทั้งหลังทางเทศบาลจะช่วยเหลือได้แค่กระเบื้อง 30 แผ่นเท่านั้น หากอยากได้รับการช่วยเหลือมากกว่านี้ขอให้เขียนคำร้องขอรับการช่วยเหลืออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ตนสุดที่จะทนต่อไปได้จึงกล่าวตอบว่าไม่เป็นไร่เมื่อเทศบาล ฯไม่ช่วยเหลือตนจะเดินทางเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือโดยตรงจากนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และจะร้องเรียนศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย ซึ่งกล่าวจบตนก็เดินออกมาจากเทศบาล ฯ ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่วิ่งมาตามและบอกว่า “เรื่องบ้านของตนเจ้าหน้าที่พบเอกสารหลักฐานแล้ว เมื่อก่อนเอกสารมันแยกกันอยู่หาไม่พบ เพิ่งจะหาพบและจะเร่งดำเนินการเสนอขอรับการช่วยเหลือให้ตามขั้นตอนไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากผู้ว่า ฯและศูนย์ข่าวนคร 4 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนคศรีธรรมราชดังกล่าว.


ไพฑูรย์ อินทศิลา /กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ /นครศรีธรรมราช
22 ก.พ. 2562