ข่าวประชาสัมพนธ์ » อนาถหน่อชีวิต!!พบสองยายหลานชีวิตสุดรันทด-ยายวัย 79 หลานสาววัย 16 -อยู่กระท่อมโกโรโกโส

อนาถหน่อชีวิต!!พบสองยายหลานชีวิตสุดรันทด-ยายวัย 79 หลานสาววัย 16 -อยู่กระท่อมโกโรโกโส

22 มกราคม 2019
756   0

อนาถหน่อชีวิต!!พบสองยายหลานชีวิตสุดรันทด-ยายวัย 79 หลานสาววัย 16 -อยู่กระท่อมโกโรโกโสแทบไม่มีกิน-พายุปาบึกพัดถล่มกระท่อมอีกหลังพังยับเยิน


สุดรันทด!!พบสองยายหลานชีวิตสุดรันทดยายวัย 79 หลานสาววัย 16 ปีอาศัยในกระท่อมโกโรโกโสแทบไม่มีกิน-หลังกระท่อมอีกหลังโดนพายุปาบึกพัดพังยับเยิน-ประสบภัยตลอด 30 ปีไม่เคยได้รับการช่วยเหลือเพราะมีชื่อในทะเบียนบ้านเพื่อนบ้านอยู่ในเขตเทศบาล ฯแต่มาขอสร้างกระท่อมอาศัยบนที่ดินเขต อบต.มะม่วงสองต้นโดย 2 อปท.โยนเรื่องปัดความรับผิดชอบ
(22 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้พบชีวิตคนไทยในยุค 4.0 โดยบังเอิญ โดยเป็นสองยายหลานอาศัยอยู่ในกระท่อมโกโรโสจะพังจะพังแหล่ห่างจากศาลากลางจังหวดนครศรีธรรมราช ประมาณ 600 เมตรเท่านั้น โดยนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับรายงานงานจากศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราชว่าพบสองยายหลานชีวิตสุดรันทด คุณยายวัย 79 หลานสาววัย 16 ปีอาศัยในกระท่อมโกโรโกโสจะพังมิพังแหล่และแทบไม่มีจะกิน กระท่อมตั้งอยู่บริเวณริมคลองมะม่วงสองต้น-นครน้อย หลังวัดชลเฉนียน หรือวัดชายโคลอง” ถนนศรีธรรมราช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ห่างจากศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ประมาณ 600 เมตรเท่านั้น โดยกระท่อมหลังเล็ก ๆที่อยู่อาศัยอีกหลังซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันนั้นถูกลมพายุโซนร้อยปาบึกพัดถล่มจนทรุดลงไปกองพังเสียหายทั้งหลัง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับชื่อในทะเบียนบ้านอยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านของเพื่อนบ้านในเขตเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ในขณะที่ตัวคุณยายและหลานสาว มาขอสร้างกระท่อมหรือเพิงพักอาศัยบนที่ดินของชาวบ้าน ในท้องที่หมู่ 6 ต.มะม่วงสองต้น อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ทำให้สอง อปท.โยนเรื่องปัดความรับผิดชอบไปมา จึงยังไม่ได้รับการเยียวยาช่วยเหลือใด ๆ จากภาครัฐแม้แต่น้อย นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา จึงสั่งการให้นายตระกูล หนูนิล ป้องกันจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราชและชมรมคนทำความดีสันติสุขนำถุงยังชีพและน้ำดื่มจำนวน 3 ชุดเข้าไปช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา ( 21 ม.ค.)
ทั้งนี้สืบเนื่องจากโดยนายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า เมื่อเย็นวานนี้ (21 ม.ค.) คณะของสื่อมวลชน เดินทางกลับจากไปทำข่าวการก่อสร้างบ้านให้กับผู้ประสบภัยพายุปาบึกในพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช และช่วงขากลับได้แวะเข้าห้องน้ำของวัดชลเฉนียน ซึ่งห่างจากศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราชประมาณ 600 เมตร โดยได้สังเกตเห็นว่าพื้นที่ด้านหลังห้องน้ำ ซึ่งมีลำคลองมะม่วงสองต้น-นครน้อย กว้างประมาณ 15 เมตรขวางอยู่และอีกฝั่งคลองหนึ่งของลำคลองมีกระท่อมหลังคามุ่งสังกะสีพังถล่มลงมากองอยู่ในพื้นน้ำเสียหายทั้งหลัง และห่างออกไปประมาณ 15 เมตรมีกระท่อมหลังเล็ก ๆ โกโรโกโสอยู่อีกหลังหนึ่ง ซึ่งพบว่ามีผู้หญิงสาว 2-3 คนกำลังช่วยแบกคุณยายวัยชราอยู่บนหลังเดินกลับมาที่กระท่อมด้วยความยากลำบาก จึงตะโกนสอบถามว่าใครเป็นอะไรกันและอาศัยอยู่กี่คน ซึ่งหนึ่งในผู้หญิงฝั่งตรงข้ามกล่าวตอบมาว่าตามปกติอยู่กันสองคนยายกับหลานสาว และกำลังแบกคุณยายกลับมาจาก รพ.เทศบาลนคร นครศรีธรรมราช เนื่องจากคุณยายป่วยด้วยโรคชราและเส้นเอ็นยึดเดินไม่ได้
คณะผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่าด้านหลังห้องน้ำมีสะพานไม้เล็ก ๆ สำหรับเดินข้ามคลองโดยช่วงตรงกลางหักทรุดไปลงในน้ำ แต่ยังพอที่จะเดินข้ามไปได้ จึงตัดสินใจถอดรองเท้าถลกขากางเกงพากันเดินข้ามสะพานไม้ ซึ่งต้องยอมเปียกน้ำเล็กน้อยจนสามารถผ่านไปขึ้นอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างทุลักทุเล และเดินลอดเพิงไม้เข้าไปที่กระท่อม จนพบคุณยายเจ้าของกระท่อมทราบชื่อนางเต๊ะ กูเปี้ย อายุ 79 ปี ที่อยู่ตามบัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ 7 ซอยท่านชม ถนนศรีธรรมราช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และ น.ส.กุลิสรา พราหมณ์มณี หรือ “นิ้องใบเตย”อายุ 16 ปี หลานสาวเป็นนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษา ชั้น ปวช. 1 สาขาการโรงแรม ส่วนผู้หญิงอีก 2 คนมีศักดิ์เป็นหลานของนางเต๊ะ ที่อาศัยอยู่ใน ต.ท่าซัก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และเดินทางมาช่วยแบกคุณยายไป รพ.เทศบาลนคร นครศรีธรรมราช
นางเต๊ะ กูเปี้ย หรือ”ยายเต๊ะ”กล่าวว่า ตนมีฐานะยากจนไม่มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง และเมื่อกว่า 30 ปีตนพร้อมสามีได้มาเช่าที่ดินริมลำคลองของเพื่อนบ้านปลูกกระท่อมอยู่อาศัย โดยตนมีลูก 2 คนเสียชีวิตไป 1 คนเหลือบุตรสาว 1 คนจนกระทั้งบุตรสาวไปมีสามีเป็นชาวนครราชสีมาหรือ “โคราช” แต่หลังคลอดลูกได้ 2-3 เดือน บุตรสาวของตนทะเลาะกับสามีจนเลิกรากันไป โดยบุตรสาวของตนได้ไปทำงานที่กรุงเทพทิ้งลูกน้อยให้ตนเลี้ยงดูมาจนถึงปัจจุบัน 16 ปี ในขณะที่บุตรสาวไม่เคยติดต่อหรือส่งเงินมาช่วยเหลือแม้แต่น้อย ก่อนหน้านี้ตนมีอาชีพรับแจ้งปอกและหั่นหัวมันแกวถุงละ10 กก.จะได้ค่าจ้าง 25 บาท /ถุง และเก็บผักริมรั้วไปขายหารายได้เสริม ส่วนสามีก็ทำงานรับจ้างทั่วไปรวมทั้งหาของเก่าไปขายเช่นกันดดยพยายามเก็บเงินส่งเสีย น.ส.อลิสรา หรือ “น้องใบเตย” หลานสาวเรียนหนังสือ ซึ่งชีวิตอยู่กันอย่างลำบากแร้นแค้น จนเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมาสามีของตนเป็นลมหัวใจวายเสียชีวิต กะทันหัน ตนจึงอาศัยอยู่กับหลานสาว และด้วยตนมีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆจึงมีปัญหาเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะมีปัญหาเรื่องปวดข้อและเส้นเอ็นยึดจนเดินแทบจะเดินไม่ได้ และหลายวันแล้วที่ตนไม่สามารถทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว จึงแทบไม่เงินมีติดตัวเลย แม้แต่เงินที่จะให้ น.ส.อลิสรา หลานสาวไปโรงเรียนก็ไม่มี น.ส.อลิสรา ต้องหยุดโรงเรียนมาหลายวันแล้ว แต่ถือว่าโชคดีที่ในปัจจุบันเพื่อนบ้านเจ้าของที่ดินสงสารจึงไม่เก็บค่าเช่าที่ดินให้อยู่ฟรี ส่วนไฟฟ้า 1 ดวงที่ขอต่อข้ามคลองมาจากวัดชลเฉนียนเดิมเคยจ่ายค่าไฟให้กับวัดเดือนละ 300 บาท ตอนนี้ทางวัดสงสารตนและหลานสาวจึงให้ใช้ไฟฟ้าฟรี
“ในวันที่พายุปาบึกพัดถล่ม ตนและหลานสาวนั่งอยู่ในบ้านหลังที่พังถล่ม จนกระทั้งลมพัดแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หลานจึงช่วยพยุงเดินมาหลบในกระท่อมหลังนี้ซึ่งอยู่ต่ำกว่ารับแรงลมพายุน้อยกว่า จนกระทั้งได้ยินเสียงกระท่อมหลังเดิมโดนลมพายุพัดถล่มจนพังถล่มเสียงดังโครมคราม ด้วยความหวาดกลัวหลานจึงช่วยพยุงร่างของตนลากถูลู่ถูกังพาข้ามสะพานไปหลบซ่อนในห้อน้ำของวัดชลเฉนียนหลายชั่วโมง จนลมสงบจึงพากันออกจากห้องน้ำของวัดกลับมาที่กระท่อม โดยหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเข้ามาดูแลช่วยเหลือแม้แต่น้อย เจ้าหน้าที่เทศบาลนคร นครศรีธรรมราชเข้ามาดูและบันทึกความเสียหายแต่ก็เงียบหายไปทราบว่าเขาไม่สามรถช่วยได้เนื่องจากไม่ได้อาศัยในเขตเทศบาล ฯ แต่กระท่อมอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ ต.มะม่วงสองต้น ในขณะที่ทาง อบต.มะม่วงสอง ต้นก็อ้างว่าตนและหลานสาวไม่มีชื่ออยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ เพราะมีชื่อในทะเบียนราษฏร์เขตเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ทาง อบต.มะม่วงสองต้น ไม่สามารถช่วยเหลือได้เช่นกัน ซึ่งตลอดระยะเวลา 30 ปีแม้จะเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แต่ไม่เคยได้รับการเยี่ยวยาช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐแม้แต่น้อย ทุกกวันนี้ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาทเท่านั้น
คุณยายวัยชรา กล่าวทั้งน้ำตาอย่างน่าสงสารอีกว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ได้รับถุงยังชีพมาช่วยเหลือ จึงขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดและสื่อมวลชนที่เข้ามาช่วยเหลือ ตนดีใจมา ๆ แต่ชีวิตนี้เป็นห่วงหลานสาวเพราะหากตนเป็นอะไรไปก็ไม่รู้จะอยู่ที่ไหน เขาไม่มีญาติเพราะพ่อเจาเป็นคนนครราชสีมา ตนอยากได้ที่อยู่อาศัยให้หลานสาวเมื่อตนตายไปเขาจะได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และหากเป็นไปได้อยากขอความช่วยเหลือเรื่องเงินทุนการศึกษาให้หลานสาวได้เรียนอย่างน้อยจบ ปวช.เพื่อจะได้หางานทำได้บ้าง
ทางด้าน น.ส.กุลิสรา หรือน้องใบเตย กล่าวว่า ตนจะช่วยเหลือคุณยายทุกอย่างเท่าที่จะช่วยได้ และไม่รู้ว่าจะเรียนจบ ปวช.ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราชหรือไม่ เพราะคุณยายไม่มีเงินจริง ๆ จะซ้อหาอาหารรับประทานก็ยากลำบาก หากไปเรียนตนก็ต้องใช้เงินอย่างน้อยที่สุดวันละ 60 บาทเป็นค่ารถสองแถวไปกลับ 20 บาทที่เหลือ 40 บาทเป็นค่าอาหารเที่ยง ตนได้ยื่นกู้เงิน กยศ.แต่ตนและครอบครัวไม่เข้าเงื่อนไขจึงไม่ผ่านการพิจารณาให้กู้ โชคดีที่วิทยาลัยเขาแจกชุดนักศึกษาพอจะได้สวมไปเรียนและด้วยความจำเป็นตนจึงเรียนไปบ้างหยุดไปบ้าง และกำลังตระเวนสมัครทำงานงานพาร์ทไทม์ตามร้านค่าและห้างสรรพสินค้า โดยสมัครไว้หลายที่แต่ก็ยังเงียบไม่มีการติดต่อกลับมาแต่อย่างใด อยากให้ใครก็ได้มาช่วยสร้าสะพนข้ามคองให้ใหม่จะได้เดินข้ามสะดวกไม่ต้องเดินไกลไปทางโรงเรียนพระมหาธาตุมูลนิธิ ฯ
ทางด้านน.ส.สุกัญญา พราหมณ์มณี อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นคนแบกคุณยายเต๊ะ กล่าวว่าตนเป็นหลานคนหนึ่งของคุณยายเต๊ะ โดยอาศัยอยู่บ้านสามีที่ ต.ท่าซัก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช นาน ๆ จึงจะมาเยี่ยมยายและ น.ส.อลิสรา หรือ “น้องใบเตย” สักครั้ง ซึ่งหลังเหตุการณ์พายุพาบึกพัดถล่มทราบว่าคุณยายไม่สบาย เดินไม่ได้ จึงนัดกันมาที่บ้านคุณยายเพื่อช่วยกันแบกคุณยายไปหมอและทำมาอย่างนี้ระยะหนึ่งแล้ว โดยตนจะแบกคุณยายเดินออกไปทางโรงเรียนพระมหาธาตุมูลนิธิ ฯระยะทางประมาณ 120 เมตรก่อนว่าจ้างรถ จยย.รับจ้างไป รพ.เทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ตนรู้สึกสงสารคุณยายและน้องใบเตยเป็นอย่างมากและคงช่วยเท่าที่จะช่วยได้เพราะตนก็มีฐานะยากจนเช่นเดียวกัน และอยากให้หน่วยงานใดก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยคุณยายและน้องใบเตยให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ น.ส.สุกัญญากล่าว.


ไพฑูรย์ อินทศิลา/กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ /นครศรีธรรมราช
22 ม.ค. 2562